Last updated: 23 ก.ค. 2569 | 4 จำนวนผู้เข้าชม |
ทำความรู้จักกับกฎหมาย e-Payment
ปัจจุบันการทำธุรกรรมออนไลน์ทางการเงิน ไม่ว่าจะโอน จ่าย หรือรับเงิน ผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet ถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่ความสะดวกนี้ก็มาพร้อมกับกฎหมายที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Wallet ต่าง ๆ ต้องรายงานข้อมูลบัญชีต่อกรมสรรพากร ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีความโปร่งใสมากขึ้น จึงเป็นที่มาของกฎหมาย "e-Payment" นั่นเอง
กฎหมาย e-Payment คืออะไร?
กฎหมาย e-Payment คือ มาตรการที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเก็บและรายงานข้อมูลบัญชีต่อกรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน ฝากเงิน หรือรับเงินผ่านธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินต่าง ๆ โดยมาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
เป้าหมายหลักของกฎหมาย e-Payment คือ ทำให้การยื่นภาษีออนไลน์มีความสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่รองรับพฤติกรรมทางการเงินยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

เงื่อนไขของการนำส่งข้อมูลบัญชีให้กรมสรรพากร
(1) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป
(2) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝาก หรือรับโอนเงินรวมกัน ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

ใครต้องนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรบ้าง?
(1) ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ทั้งธนาคารเอกชนและธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น
(2) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) เช่น TrueMoney Wallet, Shopee Pay, เป๋าตัง เป็นต้น
(3) ผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Payment Service Providers) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560

วิธีการนับและรวบรวมข้อมูลของสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะใช้หลักเกณฑ์ในการนับยอดเพื่อนำส่งข้อมูล ดังนี้

สรรพากรจะได้รับข้อมูลอะไรจากเราบ้าง?
ผู้ประกอบการต้องปรับตัวยังไงกับกฎหมาย e-Payment
(1) จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย: เพื่อใช้เป็นหลักฐานและตรวจสอบสภาพคล่องของกิจการเราได้
(2) เก็บหลักฐานทุกอย่างให้ครบ: เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรือการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษี
(3) เข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้อง: ระหว่างนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาก็จะมีประเภทภาษีที่แตกต่างกัน ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น การยื่นแบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นก็จะช่วยเซฟธุรกิจของเราได้มากขึ้นนั่นเอง
ที่มา:
https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/p48.pdf
https://flowaccount.com/blog/e-payment-tax/
สอบถามเพิ่มเติม:
| บริษัท นคร แอคเค้าน์ติ้ง ซัพพอร์ท จำกัด | Nakhon Accounting Support | โทร 063-9782261 |
| บริษัท อุดร แอคเค้าน์ติ้ง ซัพพอร์ท จำกัด | Udon Accounting Support | โทร 082-6962896 |
| บริษัท บึงกาฬ แอคเค้าน์ติ้ง ซัพพอร์ท จำกัด | Bueng Kan Accounting Support | โทร 094-1067829 |
1 ก.ค. 2569
4 ก.ค. 2569