เช็กด่วน! ก่อนโดนหมายเรียกจากกรมสรรพากร พร้อมทริค(ไม่)ลับ ป้องกัน "ภาษีย้อนหลัง"
--------------------------------------------------------------------------------------
ภาษีย้อนหลัง คืออะไร?
ภาษีย้อนหลัง คือ ภาษีที่เราติดค้างจากปีที่ผ่าน ๆ มา ที่เรา “ควรจะจ่าย” แต่ยังไม่ได้จ่าย หรือจ่ายไปไม่ครบ เมื่อกรมสรรพากรตรวจพบในภายหลัง จึงทำการเรียกเก็บตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด พร้อมบทลงโทษตามกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาษีย้อนหลังมีอะไรบ้าง?
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาษีย้อนหลังมีอยู่ 3 แบบ ดังนี้
- ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเลย: เช่น มีรายได้แต่คิดว่าไม่ถึงเกณฑ์ต้องยื่น หรือลืมไปเลยว่ามีหน้าที่ต้องยื่น
- ยื่นแบบแล้ว แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน: เช่น แจ้งยอดรายได้ขาดไป หรือใช้สิทธิลดหย่อน/หักค่าใช้จ่ายเกินจริง
- ยื่นภาษีล่าช้า: ยื่นแบบเกินกำหนดเวลาที่สรรพากรระบุไว้ในแต่ละประเภทภาษี

ตามหลักแล้วกรมสรรพากรจะส่งหนังสือมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น "หนังสือเชิญพบ" ไปจนถึง "หมายเรียก" เพื่อให้เราไปพบและดำเนินการชี้แจง จากนั้นหากตรวจพบว่าภาษีขาดจริง เจ้าพนักงานจะประเมินภาษีที่ขาดนั้น พร้อมเรียกเก็บเงินส่วนอื่นนอกเหนือจากภาษีเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด
ไม่ใช่ทุกเคสที่ “เจตนาโกงภาษี”
ในความเป็นจริง หลายกรณีที่ถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษีเลย แต่เกิดจากความเข้าใจผิด เอกสารไม่ครบ หรือบัญชีไม่เป็นระบบ
ยกตัวอย่างเช่น ฟรีแลนซ์คนหนึ่งรับงานจากหลายบริษัท แต่ตอนยื่นภาษีปลายปี เขาดึงข้อมูลมาจากที่จำได้ เช็คจากระบบสรรพากรแล้วก็ไม่เจอข้อมูลนี้ เลยลืมไปว่ามีอีกบริษัทหนึ่งที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ แต่เขาไม่ได้นำรายได้ก้อนนั้นมารวมยื่น
นี่จึงไม่ใช่การโกงภาษี แต่เป็นความ “ตกหล่น” ธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ผลลัพธ์ในทางกฎหมาย คือ ภาษีตรงนั้นจะ “ขาดไป” และมีโอกาสทำให้ถูกเรียกตรวจสอบอยู่ดี
ทำไมถึงโดนเรียกตรวจภาษีย้อนหลัง?
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า “สรรพากรรู้ได้ยังไงว่าเรามีรายได้เท่าไหร่? ทั้งที่เราไม่ได้บอกเขาเลย” คำตอบ คือ ทุกวันนี้กรมสรรพากรได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน เช่น
- หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เวลาใครจ้างคุณทำงาน แล้วหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ เขาจะต้องส่งข้อมูลนี้ให้สรรพากรด้วย ดังนั้นสรรพากรก็จะสามารถเห็นว่าคุณมีรายได้จากที่ไหนบ้าง แม้คุณจะไม่ได้ยื่นเองก็ตาม
- กฎหมาย e-Payment: กำหนดให้สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีการรับโอนเงิน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งต่อปีและมียอดรวมเกิน 2 ล้านบาท ให้กรมสรรพากรทราบ
- กฎหมายกำหนด: ให้ Platform ต่าง ๆ ที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ ส่งข้อมูลให้สรรพากรเมื่อเข้าเงื่อนไข
- ระบบแจ้งเบาะแสในเว็บไซด์กรมสรรพากร: ระบบการร้องเรียนต่าง ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐด้วยกัน
- เกณฑ์การตรวจสอบในระบบของกรมสรรพากรเอง: ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลของผู้เสียภาษี เช่น การเปรียบเทียบอัตรากำไรกับธุรกิจประเภทเดียวกัน หากธุรกิจคุณกำไรต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับคนอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็อาจถูกหยิบขึ้นมาดูเป็นพิเศษ รวมถึงเกณฑ์อื่น ๆ ที่กำหนดไว้

สาเหตุที่ "บุคคลธรรมดา" มักจะโดนสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
- มีรายได้หลายทางแต่ยื่นไม่ครบ เช่น เงินเดือน + รับงานฟรีแลนซ์ + ค่าเช่าห้อง + ขายของออนไลน์ แต่ตอนยื่นภาษีกลับใส่แค่เงินเดือนอย่างเดียว
- ยอดเงินเข้าบัญชีถึงเกณฑ์ e-Payment แต่ภาษีที่ยื่นไม่สัมพันธ์กัน เช่น เงินเข้าบัญชีปีละหลายล้าน แต่ยื่นรายได้แค่แสนกว่าบาท หรือไม่ยื่นเลย
- ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากหลายแหล่ง แต่ไม่ได้นำมารวมยื่น สรรพากรเห็นข้อมูลใบ 50 ทวิ จากผู้จ่ายเงินทุกราย แต่พบว่าในแบบที่เรายื่นนั้นมีไม่ครบ
- ใช้สิทธิลดหย่อนผิดเงื่อนไข เช่น ซื้อประกันชีวิตหรือกองทุนลดหย่อนภาษี แต่เงื่อนไขไม่ผ่านตามที่กฎหมายกำหนด
- ไม่มีเอกสารรายได้หรือรายจ่ายที่ชัดเจน พอถูกขอให้พิสูจน์ ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนตัวเลขที่ยื่นไว้
- โอนเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจปนกันในบัญชีเดียว ทำให้ยอดเงินในบัญชีดูสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ที่ยื่น
สาเหตุที่ "นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)" มักจะโดนสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
- รายได้ในบัญชีธนาคารไม่ตรงกับยอดขายที่แสดงใน ภ.พ.30 เป็นจุดที่สรรพากรเทียบได้ง่ายที่สุด
- ออกใบกำกับภาษีไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด
- นำภาษีซื้อที่ใช้ไม่ได้หรือไม่มีสิทธิมาขอคืน เช่น ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ
- ค่าใช้จ่ายไม่มีหลักฐาน หรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น บิลที่ไม่มีใบกำกับภาษีรองรับ
- ไม่ยื่น ภ.พ.30, ภ.ง.ด.50, ภ.ง.ด.51 หรือยื่นคลาดเคลื่อนต่อเนื่อง
- เงินเข้าออกระหว่างกรรมการและบริษัทปะปนกัน หรือที่เรียกกันว่า “เงินกู้กรรมการ” ที่ดูแล้วไม่ชัดเจนว่าเป็นรายการของบริษัทหรือส่วนตัว
- งบการเงินกับแบบภาษีไม่สัมพันธ์กัน หรืออัตรากำไรผิดปกติ เมื่อเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันในอุตสาหกรรม
สรรพากรสามารถตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้กี่ปี?
กรณียื่นแบบแล้ว แต่ยื่นผิดหรือไม่ครบ
หากคุณยื่นภาษีตามปกติทุกปี แต่บางปียื่นไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ โดยทั่วไปสรรพากรจะมีเวลา 2 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ ในการออกหมายเรียกตรวจสอบ
กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี
อธิบดีกรมสรรพากรจะสามารถอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ถึง 5 ปี จากวันที่ยื่นแบบ ซึ่งจุดนี้เองที่หลายคนเข้าใจผิดว่า “5 ปีคือมาตรฐานปกติ” ทั้งที่จริง ๆ มันเป็นกรณีขยายพิเศษเท่านั้น
กรณีไม่ยื่นแบบเลย
หากปีไหนคุณไม่ได้ยื่นแบบภาษีเลย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม กรณีนี้จะไม่มีกรอบเวลา 2 ปีหรือ 5 ปีมาจำกัด สรรพากรมีอำนาจออกหมายเรียกได้ตามมาตรา 23 ของประมวลรัษฎากร แต่สิทธิในการเรียกเก็บภาษีนั้นจะมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นอายุความทั่วไปของหนี้ภาษี

ตัวเลข 2 ปี, 5 ปี และ 10 ปี ทั้งหมดนี้เป็นกรอบตามกฎหมาย แต่การที่สรรพากรจะใช้กรอบไหนกับกรณีไหนนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละเคส เช่น มีหลักฐานชัดเจนแค่ไหนว่าจงใจหรือไม่จงใจ ประเภทภาษีคืออะไร และเป็นการยื่นแบบหรือไม่ยื่นแบบ เป็นต้น
หากโดนภาษีย้อนหลัง ควรทำอย่างไร?
กรณีของบุคคลธรรมดา
- อ่านหนังสือให้ชัดเจน เช็กให้ดีว่าสรรพากรเรียกพบเรื่องอะไร เพราะบางเรื่องอาจจะไม่ใช่โดนภาษีย้อนหลัง แต่หากโดนจริง ๆ ก็เช็คให้ชัดว่าเกี่ยวกับปีภาษีไหน เพราะการเตรียมตัวจะต่างกันไปตามประเด็นที่ถูกเรียก
- รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากทุกแหล่งที่ได้รับ บัญชีรายรับรายจ่าย และเอกสารประกอบการลดหย่อนต่าง ๆ
- ตรวจแบบภาษีเดิมที่เคยยื่น ว่ามีจุดไหนที่คลาดเคลื่อนจากเอกสารที่รวบรวมมาบ้าง
- หากพบว่ายื่นผิดหรือขาด ให้ประเมินดูว่าควรยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนที่จะถูกประเมินอย่างเป็นทางการหรือไม่
สิ่งสำคัญสำหรับบุคคลธรรมดาหลายคน คือ หากได้หนังสือจากสรรพากรจริง ๆ อย่าปล่อยทิ้งหรือไม่สนใจ เพราะการไม่ไปตามนัดหรือไม่ไปติดต่อ เจ้าพนักงานจะมีอำนาจประเมินภาษีตามที่ “รู้เห็นว่าถูกต้อง” ได้เลย ซึ่งตรงนี้อาจมีปัญหาในภายหลังได้ ทั้งยอดภาษีที่ต้องเสียและโอกาสในการอุทธรณ์การประเมิน
กรณีของนิติบุคคล
- แนะนำให้ตรวจบัญชี งบการเงิน แบบภาษี และเอกสารประกอบของปีที่ถูกเรียกให้ครบทุกรายการว่ามีเอกสารทุกอย่างครบถ้วนไหม ขาดตกอะไรไปบ้าง
- แยกประเด็นความเสี่ยงออกเป็นเรื่องที่ถูกตรวจสอบ เช่น รายได้, ค่าใช้จ่าย, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, เงินกู้กรรมการ เพื่อจะได้รู้ว่าควรเตรียมเอกสารส่วนไหนเป็นพิเศษ
- เตรียมเอกสารหลักฐานให้ตรงกับปีภาษีที่ถูกเรียก เช่น ใบกำกับภาษี บิล สัญญา และ statement ธนาคาร
- ถ้ารู้สึกว่าไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเองคนเดียว อาจจะต้องมีฝ่ายบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือที่ปรึกษาภาษี เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนไปพบสรรพากร การมีคนช่วยตรวจสอบก่อนจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและเตรียมคำตอบล่วงหน้าได้ แต่อย่าลืมไปพบเจ้าหน้าที่ด้วยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
- หากพบว่ามีภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม ให้ประเมินแนวทางการยื่นเพิ่มเติม พร้อมชำระภาษีที่ขาด เงินเพิ่ม เบี้ยปรับที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาขอลดเบี้ยปรับตามเงื่อนไขต่อไป

ทริค(ไม่)ลับ! ป้องกันไม่ให้ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
- ยื่นภาษีให้ครบและตรงเวลา ทั้ง ภ.ง.ด.90/91 สำหรับบุคคลธรรมดา และ ภ.พ.30, ภ.ง.ด.50, ภ.ง.ด.51 สำหรับนิติบุคคล
- แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจออกจากกันให้ชัดเจน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแต่ได้ผลมากที่สุด เพราะเมื่อเงินสองส่วนนี้ไม่ปนกัน การตรวจสอบหรืออธิบายที่มาของเงินก็ง่ายขึ้นมาก
- เก็บเอกสารให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย หรือสัญญาจ้างงาน
- กระทบยอดบัญชีธนาคารกับรายได้ทุกเดือน ไม่ใช่รอถึงปลายปีแล้วมานั่งไล่ย้อนหลังทีเดียว
- ถ้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่าลืมตรวจสอบเอกสารภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ว่ายอดรายรับ-รายจ่าย VAT สอดคล้องกันหรือไม่ และมีหลักฐานครบถ้วนหรือเปล่า
- ในกรณีที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แนะนำให้ตรวจภาษีหัก ณ ที่จ่าย ว่านำส่งครบถ้วนตามรอบเวลาหรือยัง และถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ให้ตรวจสอบเอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ต่าง ๆ ให้ครบถ้วน
- ทำบัญชีให้สม่ำเสมอ ตรวจสอบตัวเลขเป็นประจำ เพราะยิ่งทำกระชั้นชิด ยิ่งมีโอกาสตกหล่น
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเมื่อมีรายการธุรกรรมที่ซับซ้อน เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการตัดสินใจ

ที่มา:
https://flowaccount.com/blog/back-tax-additional-filing/,
https://www.rd.go.th/2598.html
---------------------------------
สอบถามเพิ่มเติม: